 |
เซลล์ "อมตะ"กับ โรคมะเร็ง
นายแพทย์ ดร. วิศาล เยาวพงศ์ศิริ
yawapong@bkk.a-net.net.th
Download this article <Click Here
!! >
ชีวิตของคนจุติเมื่อไข่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ
แล้วก็เริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด
เซลล์ทุกเซลล์จะได้รับสารพันธุกรรม เป็นมรดกจากแม่ครึ่งหนึ่ง และจากฝ่ายพ่ออีกครึ่งหนึ่ง
โดยมีความเท่าเทียมกันหมดทุกเซลล์ แต่เมื่อเซลล์จำนวนมาก ๆ หากอยู่ร่วมกันและทุกคนทำงานซ้ำซ้อนกัน
ก็ย่อมจะด้อยสมรรถภาพกว่า ดังนั้นเมื่อการแบ่งตัวจนได้จำนวนเซลล์มากถึงระดับหนึ่ง
เซลล์ต่าง ๆ ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเพื่อทำหน้าที่จำเพาะ (differentiation) ส่วนหนึ่งก็กลายเป็นสมอง
ทำหน้าที่บริหารให้เซลล์ต่าง ๆอยู่ในระเบียบ บางเซลล์ก็กลายเป็นส่วนของลำไส้
ทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร หรือเป็นหัวใจ คอยสูบฉีดเลือด ส่งเสบียงอาหารและออกซิเจนให้เซลล์อื่น
ๆ หรือเป็นไต ทำหน้าที่รักษาดุลภาพเกลือแร่และขจัดของเสีย ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติกำหนดมา
ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบกัน และทุกอย่างที่เป็นไปก็เพื่อการเพิ่มสมรรถภาพในการดำรงชีพ
เมื่อมีเซลล์อยู่กันจำนวนมากมาย ต่างคนต่างทำงานที่ส่วนรวมมอบหมายบทบาทมาให้
และต่างทำงานที่ตนเองถนัด แต่นานวันเข้า ก็ย่อมมีสิ่งมิได้คาดหมายเกิดขึ้น
เช่นในบางกรณี เซลล์เกิดการกลายพันธ์ ก็อาจเกิดเป็นโรคมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและรักษายาก
นักวิทยาศาสตร์จึงมีความพยายามที่จะศึกษากลไกการเกิดเซลล์มะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พบว่า ถ้าแยกเอาเซลล์ปกติมาเพาะเลี้ยง
ไม่ว่าเซลล์ชนิดใด จะมีรอบการแบ่งตัวค่อนข้างคงที่ สำหรับมนุษย์เรา เซลล์จากทารกจะแบ่งได้ประมาณ
40 ถึง 60 รอบ แต่เซลล์ที่ได้จากผู้ใหญ่ ถ้ายิ่งมีอายุมากก็ยิ่งแบ่งตัวได้น้อยรอบลง
แล้วเซลล์ที่เลี้ยงก็จะทยอยแก่และตายตามกันไปแม้จะมีสารอาหารเพียงพอ จำนวนรอบที่เซลล์สามารถแบ่งตัวนี้
เรียกว่า "the Hayflick limit"
หากจะคำนวณจากอัตราการแบ่งตัวของเซลล์ในร่างกาย
อาจสันนิษฐานได้ว่ามนุษย์เราน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุ 120 ปี ถ้าไม่เกิดการตายก่อนวัย
(เช่น จากอุบัติเหตุ โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด)
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ทราบว่า ที่ปลายโครโมโซมมีหน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่า
telomeres ซึ่งมีหน้าที่ช่วยยึดปลายสารพันธุกรรมหรือ DNA สองสายที่พันกันเป็นเกลียวเพื่อไม่ให้แตกลุ่ย
สำหรับเซลล์ทั่วไป ทุก ๆครั้งที่เซลล์แบ่งตัว telomeres ก็จะสั้นลง ๆ เมื่อยิ่งแบ่งไปมากรอบ
telomeres ก็จะยิ่งสั้น จนสั้นถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะไม่สามารถแบ่งตัวอีก
เซลล์ก็จะเกิดความแก่ (senescence) และตาย จึงนับว่า ธรรมชาติได้ลิขิตความแก่ชราและความตายไว้ในระหัสพันธุกรรมของเซลล์ตั้งแต่กำเนิด
ในปี ค.ศ. 1951 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ
George O. Gey ได้ทดลองเอาเซลล์จากมะเร็งปากมดลูกจากผู้ป่วย รายหนึ่งมาเพาะเลี้ยง
พบว่าเซลล์เหล่านี้มีความแตกต่างจากเซลล์ธรรมดา คือถ้าคอยเปลี่ยนถ่ายน้ำเลี้ยงให้ได้สารอาหารเพียงพอ
เซลล์เหล่านี้จะมีการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ สายพันธุ์เซลล์จากมะเร็งปากมดลูกนี้เรียก
HeLa cells ตามชื่อย่อของผู้ป่วย "Henrietta Lacks" และแม้ผู้ป่วยรายนี้ได้เสียชีวิตไปเกือบครึ่งศตวรรษ
แต่สายพันธุ์ HeLa cells ก็ยังเจริญงอกงามในห้องทดลองเกือบทั่วโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นิยมนำมาศึกษาสรีรวิทยาของเซลล์มะเร็ง
และนำมาทดสอบผลการออกฤทธิ์ของยาที่ใช้รักษากำจัดเซลล์มะเร็ง
นอกจากเซลล์ที่กลายพันธ์เป็นเซลล์มะเร็งโดยธรรมชาติแล้ว
นักวิทยาศาสตร์พบว่าถ้าเอาเซลล์มาฉายรังสีหรือแสง UV หรือใส่สารเคมีบางชนิด
เซลล์ที่เป็นปกติอยู่เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ระหัสพันธุกรรม แล้วมีการเจริญเพิ่มจำนวนไม่จำกัดเหมือนเซลล์มะเร็ง
แต่การใช้รังสีหรือแสง UV หรือสารเคมีเพื่อให้เซลล์ปกติกลายพันธ์เป็นเซลล์มะเร็งนี้
เป็นขบวนการที่ช้าใช้เวลานาน และผลก็ไม่ค่อยแน่นอน ต่อมานักวิทยาศาสตร์พบว่า
เชื้อไวรัสบางชนิดสามารถผ่องถ่ายระหัสพันธุกรรมของตัวเองเข้าไปในเซลล์ ทำให้เซลล์เดิมที่เป็นปกติมีการเจริญและแบ่งตัวอย่างไม่จำกัดแบบเซลล์มะเร็ง
และนักวิทยาศาสตร์เรียกหน่วยพันธุกรรมจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นมะเร็งนี้ว่า
"oncogene" (onkos = เนื้องอก, gene = หน่วยพันธุกรรม) เซลล์มะเร็ง
ไม่ว่าจะมาจากที่เกิดตามธรรมชาติ จากเซลล์ที่ได้รับการฉายรังสีหรือใส่สารเคมี
หรือได้รับ oncogene จากเชื้อไวรัส ล้วนมีลักษณะเหมือนกันคือ เซลล์ที่เลี้ยงจะมีลักษณะที่แบ่งตัวเร็ว
ใช้สารอาหารมาก เซลล์กลม และมักไม่เกาะติดกับอาหารแข็งที่ใช้เลี้ยงเช่นเซลล์ปกติ
อีกทั้ง telomeres ของเซลล์เหล่านี้สามารถต่อยาวขึ้นเองทุกครั้งที่มีการแบ่งตัว
ตราบเท่าที่มีอาหารเพียงพอ เซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวไม่จำกัดจำนวนรอบ โดยไม่มีการแก่และตาย
นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกเซลล์ที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า "เซลล์สายพันธ์อมตะ" (immortal
cell line).
ถ้านำเซลล์สายพันธ์"อมตะ"เหล่านี้มาปลูกถ่ายในสัตว์สายพันธ์เดียวกันที่เป็นปกติ
จะไม่เกิดเป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง ทั้งนี้เพราะว่าร่างกายมีระบบการตรวจสอบเซลล์(cell
surveillance) เช่นถ้าพบเซลล์มีสารพันธุกรรมที่ผิดปกติ หน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่า
tumor suppressor gene ก็สามารถทำการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ หรือเป็นระบบภูมิคุ้มกัน
ซึ่งถ้าตรวจพบมีเซลล์ที่ผิดปกติ เม็ดเลือดขาวประเภท T-lymphocyte ก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกัน(antibodies)ต่อต้านเซลล์มะเร็ง
และเพิ่มจำนวนเซลล์พิฆาต (natural killer lymphocytes) ร่วมกันกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้ออกจากร่างกาย
แต่ถ้านำเซลล์สายพันธ์"อมตะ"เหล่านี้มาปลูกถ่ายในสัตว์สายพันธ์เดียวกันที่มีระบบการตรวจสอบเซลล์บกพร่อง
โดยเฉพาะในรายที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่นใน denuded mice ซึ่งเป็นหนูที่ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดขาว
T-lymphocyte หรือในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจากยาที่ได้รับ เซลล์เหล่านี้ก็จะเจริญเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งได้
เมื่อเซลล์"อมตะ"เหล่านี้กลายเป็นมะเร็ง มันสามารถสร้าง growth factors ที่กระตุ้นให้เซลล์กลุ่มพวกเดียวกันเจริญงอกงามดี
เพิ่มการสร้างหลอดเลือดที่มาเลี้ยงตัวเอง กินอาหารจุ และแย่งชิงอาหารได้ดีกว่าเซลล์ปกติ
งอกข้ามเขตที่เคยอยู่ บุกรุกและเบียดเบียนเนื้อที่ของเซลล์อื่น ๆ มีพฤติกรรมเสมือนเป็นอันธพาล
ส่วนเซลล์อื่น ๆที่ประพฤติตัวตามกฎเกณฑ์
ทำหน้าที่ค้ำจุนส่วนรวม เช่นย่อยและดูดซึมอาหาร สูบฉีดโลหิต รักษาดุลภาพเกลือแร่และขจัดของเสีย
จะถูกแย่งชิงอาหารและเบียดเบียนเนื้อที่ จนสุดท้ายทนสู้ไม่ไหวก็ต้องตายไป
เมื่อขาดเซลล์ที่ทำหน้าที่ค้ำจุนส่วนรวม ร่างกายก็ต้องตาย แล้วเซลล์"อมตะ"ที่คอยเที่ยวรังควานเอาเปรียบผู้อื่นก็ย่อมต้องตายตามไปเช่นกัน
สำหรับในคน สาเหตุการเกิดเป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ชัด
สาร hydrocarbon ในบุหรี่อาจเป็นตัวก่อมะเร็งที่หลอดลมและปอด เชื้อ HPV(Human
papilloma virus)อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปากมดลูก เชื้อ
EBV(Epstein-Barr virus)อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งในโพรงจมูก
เชื้อไวรัสตับอักเสบ B อาจเป็นสาเหตุมะเร็งที่ตับ แต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไปก็มิได้หมายความว่าจะเป็นโรคมะเร็งเสมอไป
นอกจากนี้ พบว่าประมาณร้อยละ 50 ของโรคมะเร็งในคนมีความผิดปกติของระบบการตรวจสอบเซลล์เช่น
p53 tumor suppressor gene โดยเฉพาะมะเร็งที่ลำใส้ใหญ่ เต้านมและปอด
ความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ดังนั้นคนที่มีความเครียดมากก็อาจมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้ง่าย
สิ่งมีชีวิตอาจมีความโลภเป็นสัญชาติญาณ
แต่มนุษย์เราก็มีความละอายต่อบาปเป็นกลไกตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมเห็นแก่ตัวมากจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
แต่บางครั้ง ก็มีคนประพฤติตัวเหนือกฎระเบียบเหมือนเซลล์มะเร็ง แย่งชิงทรัพยากรจากส่วนรวมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
ที่สำคัญที่สุด หากระบบตรวจสอบของสังคมบกพร่อง
ขาดกลไกและภูมิคุ้มกันที่จะกำราบคนที่ประพฤติตัวเป็นอันธพาล แล้วปล่อยให้คนเหล่านี้เป็นใหญ่และมีอำนาจในบ้านเมือง
คนที่ประพฤติดีและทำหน้าที่ค้ำจุนสังคม ก็จะถูกเบียดเบียนจนยากที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันติสุข
มิช้ามินาน สังคมก็ต้องพังพินาศลง
และความเป็น"อมตะ" ของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น
ก็ย่อมต้องพินาศบรรลัยไปพร้อมกับความฉิบหายของสังคมที่เขาเป็นคนก่อ
บทความนี้ได้ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน
ฉบับวันอังคารที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2543
|
บทความ/Lecture Note เวชศาสตร์ครอบครัว
- เวชศาสตร์ครอบครัว
- บทความอื่นๆ
|